สัมมาปฏิปทา



อารัมภกถา

วันนี้พวกท่านทั้งหลายได้ตั้งใจมาอบรมที่วัดวนโพธิญาณ(เขื่อนสิรินธร) สถานที่ก็สงบระงับเป็นอย่างดี แต่ว่าสถานที่สงบนั้น ถ้าเราไม่สงบมันก็ไม่มีความหมาย ทุกๆ แห่งสถานที่มันสงบทั้งนั้นแหละ ที่มันไม่สงบก็เพราะคนเรา แต่คนที่ไม่สงบไปอยู่ที่สงบก็เกิดความสงบได้ สถานที่มันก็อย่างเก่าของมันนั่นแหละ แต่ว่าเราต้องปฏิบัติให้ถึงความสงบนั้น

ฝึกยากลำบากจริงหนอใจมนุษย์

ให้พวกท่านทั้งหลายเข้าใจว่า การปฏิบัตินี้เป็นของยาก ฝึกอะไรอย่างอื่นๆ ทุกอย่างมันก็ไม่ยากมันก็สบาย แต่ใจของมนุษย์ทั้งหลายนี้ฝึกได้ยากฝึกได้ลำบาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านก็ฝึกจิตจิตนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อะไรทั้งหมดในรูปธรรมนามธรรมนี้มันรวมอยู่ที่จิต เช่นว่าตาหูจมูกลิ้นกายเหล่านี้ ส่งไปให้จิตอันเดียวเป็นผู้บริหารการงาน รับรู้รับฟังผิดชอบจากอายตนะทั้งหลายเหล่านั้น ฉะนั้นการอบรมจิตนี้จึงเป็นของสำคัญ ถ้าใครอบรมจิตของตนให้สมบูรณ์บริบูรณ์แล้วปัญหาอะไรทุกอย่างมันก็หมดไป ที่มันมีปัญหาอยู่ก็เพราะจิตของเรานี้เองยังมีความสงสัย ไม่มีความรู้ตามความเป็นจริงจึงเป็นเหตุให้มีปัญหาอยู่

ธรรมะเป็นของบริบูรณ์และสมบูรณ์

ฉะนั้นให้เข้าใจว่า อาการทั้งหลายที่จะต้องปฏิบัตินั้นพวกท่านทั้งหลายก็ได้เตรียมมาพร้อมแล้ว ทุกคนจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนที่ไหน อุปกรณ์ที่ท่านทั้งหลายจะนำไปปฏิบัตินั้น...พร้อม ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตามพร้อมอยู่มีอยู่ เป็นของพร้อมอยู่เหมือนกันกับธรรมะ ธรรมะนี้เป็นของพร้อมอยู่ทุกสถานที่ อยู่ที่นี้ก็พร้อม อยู่ในส้วมก็พร้อม บนบกก็พร้อม ในน้ำก็พร้อม อยู่ที่ไหนมันพร้อมอยู่ทั้งนั้นแหละ ธรรมะเป็นของสมบูรณ์บริบูรณ์แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติของเรานี้ยังไม่พร้อม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านมีรากฐานให้เราทั้งหลายปฏิบัติให้รู้ธรรมะไม่เป็นของมาก มันเป็นของน้อย แต่เป็นของที่ถูกต้องเช่นว่า จะเปรียบเทียบให้ฟังเรื่องขน ถ้าเรารู้จักว่าอันนี้มันเป็นขนรู้จักขนเส้นเดียวเท่านั้น ขนในร่างกายเรานี้ทุกเส้นแม้ในร่างกายคนอื่นทุกเส้นก็รู้กันหมดทั้งนั้นแหละ รู้ว่าเป็นขนทั้งนั้นหรือเส้นผม รู้จักผมเส้นเดียวเท่านั้นผมบนศีรษะของเราบนศีรษะของคนอื่นก็รู้หมดทุกเส้น เหมือนกันที่รู้ก็เพราะว่ามันเป็นเส้นผมเหมือนกัน เรารู้ผมเส้นเดียวแต่ก็รู้ทุกเส้นผมหรือจะเปรียบประหนึ่งว่า เรารู้จักกับคนลักษณะของคนเหมือนตัวเรานี้ จะพิจารณาสกลกายทุกประการนั้นเห็นแจ่มแจ้งในคนๆ เดียวคือตัวเรา พบเห็นสภาวะทั้งหลายในตัวเราคนเดียวเท่านี้ คนในสกลโลกสกลจักรวาลนี้เราก็รู้กันหมดทุกๆ คน เพราะว่าคนมันก็เหมือนกันทั้งนั้น ธรรมะนี้ก็เป็นอย่างนี้เป็นของน้อยแต่ว่ามันเป็นของมาก คือความจริงพบสิ่งเดียวแล้วมันก็พร้อมกันไปหมด เมื่อเรารู้ความจริงตามเป็นจริงแล้วปัญหามันก็หมดไป

อย่าปฏิบัติเพราะความอยาก

แต่ว่าการปฏิบัตินี้มันยาก มันยากเพราะอะไร มันยากเพราะตัณหาความอยาก ถ้าไม่อยากก็ไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติเพราะความอยากก็ไม่พบธรรมะอันนี้มันเป็นปัญหาอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นในการประพฤติปฏิบัตินี้มันมีความยุ่งยากมีความลำบาก ถ้าไม่มีความอยากก็ไม่มีกำลังที่จะปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติเพราะความอยากก็วุ่นวายไม่มีความสงบ ทั้งสองอย่างนี้เป็นเหตุอยู่เสมอ ดังนั้นท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่าจะทำอะไรๆ ถ้าไม่อยากทำมันก็ทำไม่ได้ มันต้องอยากทำมันถึงทำได้ ถ้าไม่อยากจะทำก็ไม่ได้ทำ ก้าวไปข้างหน้ามันเป็นตัณหาถอยกลับมามันก็เป็นตัณหาทั้งนั้น ดังนั้นพระโยคาวจรเจ้าผู้ประพฤติปฏิบัตินี้จึงว่าเป็นของยุ่งยาก เป็นของลำบากที่สุดอยู่เหมือนกัน

ธรรมะไม่ใช่ใจเราใจเราไม่ใช่ธรรมะ

ที่เราไม่เห็นธรรมะก็เพราะตัณหา บางทีมันอยากอย่างรุนแรงคืออยากจะเห็นเดี๋ยวนี้ ธรรมะนี้ไม่ใช่ใจเราใจเราไม่ใช่ธรรมะ ธรรมะมันเป็นอย่างหนึ่งใจเรามันเป็นอย่างหนึ่งมันคนละอย่างกัน ฉะนั้นแม้เราจะคิดอย่างไรก็ตามอันนี้เราชอบเหลือเกินแต่มันไม่ใช่ธรรมะ อันนี้เราไม่ชอบมันก็ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่ว่าเราคิดชอบใจอะไรอันนั้นเป็นธรรมะ เราคิดไม่ชอบใจอะไรอันนั้นไม่ใช่ธรรมะ......ไม่ใช่อย่างนั้น แท้จริงใจของเรานี้เป็นธรรมชาติอันหนึ่งเท่านั้น อย่างต้นไม้ตามป่านั่นแหละ ถ้ามันจะเป็นขื่อเป็นแปเป็นกระดานมันก็มาจากต้นไม้ แต่ว่ามันเป็นต้นไม้อยู่ไม่ใช่ขื่อไม่ใช่แป มันเป็นต้นไม้อยู่มันเป็นธรรมชาติเท่านั้น ก่อนที่จะทำประโยชน์ได้ก็ต้องเอาต้นไม้มาแปรรูปออกไปเป็นขื่อเป็นแปเป็นกระดานเป็นโน่นเป็นนี่ เป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแต่มันแปรรูปมาเป็นหลายอย่าง เมื่อรวมกันมันก็เป็นต้นไม้อันเดียวกันเป็นธรรมชาติ ถ้าหากว่ามันเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้นมันก็ไม่เกิดประโยชน์ขึ้นเฉพาะกับบุคคลที่ต้องการ จิตใจของเราก็เหมือนกันฉันนั้น มันเป็นธรรมชาติอันหนึ่งอยู่อย่างนั้น มันรู้จักการนึกคิดรู้จักสวยไม่สวยตามธรรมชาติของมัน

ฝึกจิตให้รู้ว่าเป็นธรรมชาติ

ฉะนั้นจิตใจเรานั้นจะต้องถูกฝึกอีกครั้งหนึ่งก่อน ถ้าไม่ฝึกมันก็ไม่ได้มันเป็นธรรมชาติ ฝึกให้รู้ว่ามันเป็นธรรมชาติ เราก็มาปรับปรุงธรรมชาตินั้นให้ถูกต้องตามความต้องการของมนุษย์คือธรรมะ ธรรมะนี้จึงเป็นของที่พวกเราทั้งหลายจงปฏิบัติเอาเข้ามาในใจ เอาไว้ในใจของเรา ถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่รู้พูดกันตรงๆ ง่ายๆ อ่านหนังสือเฉยๆ ก็ไม่รู้ เรียนเฉยๆ ก็ไม่รู้ มันรู้อยู่แต่มันไม่รู้ตามที่เป็นจริงคือ มันรู้ไม่ถึงอย่างกระโถนใบนี้ใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นกระโถน แต่ไม่รู้ถึงกระโถนทำไมไม่รู้ถึงกระโถน ถ้าผมจะเรียกกระโถนว่าหม้อท่านจะว่าอย่างไร ทุกทีที่ผมใช้ท่านว่า "เอาหม้อมาให้ผมด้วยเถอะ" มันก็ต้องขัดใจท่านทุกทีทำไมล่ะ ก็เพราะว่าท่านไม่รู้กระโถนถึงกระโถน ผมจะใช้ให้ท่านเอากระโถนมาแต่บอกให้เอาหม้อมาให้ผมหน่อย ท่านก็ไม่พบ "หม้ออยู่ที่ไหนหลวงพ่อ" ก็ชี้ไปที่กระโถนนั่นแหละมันก็ไม่เข้าใจขัดใจกันเท่านั้น ปัญหามันก็เกิดขึ้นมา ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้นเพราะท่านไม่รู้กระโถนถึงกระโถน ถ้าท่านรู้กระโถนถึงกระโถนแล้วมันก็ไม่มีปัญหาอะไร ท่านก็จะหยิบวัตถุอันนั้นมาให้ผมเลย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นคือกระโถนใบนี้นะมันไม่มีเข้าใจไหม มันมีขึ้นมาเพราะเราสมมติขึ้นว่านี่คือกระโถน มันก็เลยเป็นกระโถนสมมติ อันนี้มันรู้กันทั่วประเทศแล้วว่ามันเป็นกระโถนอย่างนี้ แต่กระโถนจริงน่ะมันไม่มีหรือใครจะเรียกให้มันเป็นหม้อมันก็เป็นให้เราอย่างนั้น จะเรียกให้เป็นอะไรมันก็เป็นอย่างนั้น นี่เรียกว่า "สิ่งสมมติ" ถ้าเรารู้ถึงกระโถนแล้วเขาจะเรียกว่าหม้อก็ไม่มีปัญหา จะเรียกอะไรมันก็หมดปัญหาแล้วเพราะเรารู้ไม่มีอะไรปิดบังไว้ นั่นคือคนรู้จักธรรมะ

ทีนี้ย้อนเข้ามาถึงตัวเรา เช่นเขาจะพูดว่า "ท่านนี้เหมือนกับคนบ้านะ" "ท่านนี้เหมือนคนไม่พอคนนะ" อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่สบายใจเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ตัวเราไม่เป็นจริงอะไรมันก็ยากอยู่นะ อยากได้อยากเป็นเพราะความอยากได้อยากเป็นมันไม่รู้จักพอ เพราะไม่รู้ตามความจริงนั่นเอง ฉะนั้นธรรมะถ้าเรารู้จักตรัสรู้ธรรมตามความเป็นจริงแล้ว โลภโกรธหลงมันจึงหมดไปเพราะมันไม่มีอะไรทั้งนั้นอันนี้ควรปฏิบัติ

สงบจิตด้วยการนั่งสมาธิ

ปฏิบัติทำไมมันถึงยากถึงลำบาก เพราะว่ามันอยาก พอไปนั่งสมาธิปุ๊บก็ตั้งใจว่าอยากจะให้มันสงบ ถ้าไม่มีความอยากให้สงบก็ไม่นั่งไม่ทำอะไร พอเราไปนั่งก็อยากให้มันสงบ เมื่ออยากให้มันสงบตัววุ่นวายก็เกิดขึ้นมาอีก ก็เห็นสิ่งที่ไม่ต้องการเกิดขึ้นมาอีก มันก็ไม่สบายใจอีกแล้วนี่มันเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อย่าพูดให้เป็นตัณหา อย่ายืนให้เป็นตัณหา อย่านั่งให้เป็นตัณหา อย่านอนให้เป็นตัณหา อย่าเดินให้เป็นตัณหาทุกประการนั้นอย่าให้เป็นตัณหา ตัณหาก็แปลว่าความอยาก ถ้าไม่อยากจะทำอะไรเราก็ไม่ได้ทำอันนั้น ปัญญาของเราไปถึงที่นี้มันก็เลยอู้เสียปฏิบัติไปไม่รู้จะทำอย่างไร พอไปนั่งสมาธิปุ๊บก็ตั้งความอยากไว้แล้ว อย่างพวกเราที่มาปฏิบัติอยู่ในป่านี้ทุกคนต้องอยากมาใช่ไหมนี่จึงได้มา อยากมาปฏิบัติที่นี้มาปฏิบัตินี่ก็อยากให้มันสงบ อยากให้มันสงบก็เรียกว่าปฏิบัติ เพราะความอยากมาก็มาด้วยความอยากปฏิบัติ ก็ปฏิบัติด้วยความอยากเมื่อมาปฏิบัติแล้วมันจึงขวางกันถ้าไม่อยากก็ไม่ได้ทำ จึงเป็นอยู่อย่างนี้จะทำอย่างไรกับมันล่ะ

สังขารไม่ใช่ของตัวของตน

รูปนามหรือสกลกายเรานี้มันจึงดูได้ยาก ถ้าหากไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่ของตนแล้วมันเป็นตัวของใคร อันนี้มันถึงแยกยากมันถึงลำบาก เราจะต้องอาศัยปัญญา ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงสอนว่า การกระทำก็กระทำด้วยการปล่อยวาง การกระทำด้วยการปล่อยวางอันนี้ก็ฟังยากเหมือนกัน ถ้าจะปล่อยวางก็ไม่ทำเท่านั้นเพราะทำด้วยการปล่อยวางเปรียบง่ายๆ ให้ฟัง เราไปซื้อกล้วยหรือซื้อมะพร้าวใบหนึ่งจากตลาดแล้วก็เดินหิ้วมาอีกคนหนึ่งก็ถาม

"ท่านซื้อกล้วยมาทำไม"

"ซื้อไปรับประทาน"

"เปลือกมันต้องรับประทานด้วยหรือ"

"เปล่า"

"ไม่เชื่อหรอกไม่รับประทานแล้วเอาไปทำไมเปลือกมัน"

หรือเอามะพร้าวใบหนึ่งมาก็เหมือนกัน

"เอามะพร้าวไปทำไม"

"จะเอาไปแกง"

"เปลือกมันแกงด้วยหรือ"

"เปล่า"

"เอาไปทำไมล่ะ" เอ้าจะว่าอย่างไรล่ะ เราจะตอบปัญหาเขาอย่างไรทำด้วยความอยากถ้าไม่อยากเราก็ไม่ได้ทำ ทำด้วยความอยากมันก็เป็นตัณหานี่ถึงให้มันมีปัญญานะ อย่างกล้วยใบนั้นหวีนั้นเปลือกมันจะเอาทานด้วยหรือเปล่า ไม่ท่านเอาไปทำไมเปลือกมัน ก็เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาเอามันทิ้งมันก็ห่อเนื้อในมันไปอยู่อย่างนั้น ถ้าหากว่าเราเอากล้วยข้างในมันทานแล้วเอาเปลือกมันโยนทิ้งไปก็ไม่มีปัญหาอะไร นี่ก็เหมือนกัน

อย่าให้ตัณหาเข้าครอบงำในการปฏิบัติ

การกระทำความเพียรก็เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าว่าอย่าทำให้เป็นตัณหา อย่าพูดให้เป็นตัณหา อย่าฉันให้เป็นตัณหา ยืนอยู่เดินอยู่นั่งอยู่นอนอยู่ทุกประการท่านไม่ให้เป็นตัณหา คือทำด้วยการปล่อยวางเหมือนกับซื้อมะพร้าวซื้อกล้วยมาจากตลาดนั่นแหละ เราไม่ได้เอาเปลือกมันมาทานหรอกแต่เวลานั้นยังไม่ถึงเวลาจะทิ้งมัน เราก็ถือมันไว้ก่อน การประพฤติปฏิบัตินี้ก็เหมือนกันฉันนั้น สมมุติวิมุตติมันก็ต้องปนอยู่อย่างนั้นเหมือนกับมะพร้าว มันจะปนอยู่ทั้งเปลือกทั้งกะลาทั้งเนื้อมันเมื่อเราเอามาก็เอามาทั้งหมดนั่นแหละ เขาจะหาว่าเราทานเปลือกมะพร้าวอย่างไรก็ช่างเขาปะไร เรารู้จักของเราอยู่เช่นนี้เป็นต้น อันความรู้ในใจของตัวเองอย่างนี้เป็นปัญญาที่เราจะต้องตัดสินเอาเอง นี้เรียกว่าตัวปัญญา ดังนั้นการปฏิบัติเพื่อจะเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่เอาเร็วและไม่เอาช้า ช้าก็ไม่ได้เร็วก็ไม่ได้จะทำอย่างไรดี ไม่มีช้าไม่มีเร็ว เร็วก็ไม่ได้มันไม่ใช่ทาง ช้าก็ไม่ได้มันไม่ใช่ทาง มันก็ไปในแบบเดียวกัน

ตั้งใจทำสมาธิเกินไปก็กลายเป็นความอยาก

แต่ว่าพวกเราทุกๆ คนมันร้อนเหมือนกันนะมันร้อน พอทำปุ๊บก็อยากให้มันไปไวๆ ไม่อยากจะอยู่ช้าอยากจะไปหน้า การกำหนดตั้งใจหาสมาธินี้บางคนจึงตั้งใจเกินไป บางคนถึงกับอธิษฐานเลยจุดธูปปักลงไปกราบลงไป "ถ้าธูปดอกนี้ไม่หมดข้าพเจ้าจะไม่ลุกจากที่นั่งเป็นอันขาด มันจะล้มมันจะตายมันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน จะตายอยู่ที่นี้แหละ" พออธิษฐานตั้งใจปุ๊บก็นั่งมันก็เข้ามารุมเลยพญามาร นั่งแพล๊บเดียวเท่านั้นละก็นึกว่าธูปมันคงจะหมดแล้วเลยลืมตาขึ้นดูสักหน่อย โอ้โฮยังเหลือเยอะกัดฟันเข้าไปอีกมันร้อนมันรนมันวุ่นมันวายไม่รู้ว่าอะไรอีกเต็มทีแล้ว นึกว่ามันจะหมดลืมตาดูอีก โอ้โฮยังไม่ถึงครึ่งเลยสองทอดสามทอดก็ไม่หมดเลย เลิกเสียเลิกไม่ทำ นั่งคิดอาภัพอับจนแหมตัวเองมันโง่เหลือเกิน มันอาภัพมันอย่างโน้นอย่างนี้นั่งเป็นทุกข์ ว่าตัวเองเป็นคนไม่จริงคนอัปรีย์คนจัญไร คนอะไรต่ออะไรวุ่นวาย ก็เลยเกิดเป็นนิวรณ์นี่ก็เรียกว่าความพยาบาทเกิด ไม่พยาบาทคนอื่นก็พยาบาทตัวเอง อันนี้ก็เพราะอะไรเพราะความอยาก

ทำสมาธิด้วยการปล่อยวางอย่าทำด้วยความอยาก

ความเป็นจริงนั้นนะไม่ต้องไปทำถึงขนาดนั้นหรอก ความตั้งใจนะคือตั้งใจในการปล่อยวาง ไม่ต้องตั้งใจในการผูกมัดอย่างนั้น อันนี้เราไปอ่านตำราเห็นประวัติพระพุทธเจ้าว่าท่านนั่งลงที่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ท่านอธิษฐานจิตลงไปว่า "ไม่ตรัสรู้ตรงนี้จะไม่ลุกหนีเสีย แล้วแม้ว่าเลือดมันจะไหลออกมาอะไรก็ตามทีเถอะ" ได้ยินคำนี้เพราะไปอ่านดูแหมเราก็จะเอาอย่างนั้นเหมือนกัน จะเอาอย่างพระพุทธเจ้าเหมือนกัน นี่ไม่รู้เรื่องว่ารถของเรามันเป็นรถเล็กๆ รถของท่านมันเป็นรถใหญ่ ท่านบรรทุกทีเดียวก็หมด เราเอารถเล็กไปบรรทุกทีเดียวมันจะหมดเมื่อไหร่ มันคนละอย่างกัน เพราะอะไรมันถึงเป็นอย่างนั้น มันเกินไปบางทีมันก็ต่ำเกินไปบางทีมันก็สูงเกินไปที่พอดีๆ มันหายาก

การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นทางที่ถูกต้อง

อันนี้ผมก็พูดไปตามความรู้สึกของผมหรอก ผมปฏิบัติมาเป็นอย่างนี้ก็ปฏิบัติให้ละความอยาก ถ้าไม่อยากมันจะทำได้หรือ มันก็ติดแต่ทำด้วยความอยาก มันก็เป็นทุกข์อีกไม่รู้จะทำอย่างไรยังงงเหมือนกันนะ ทีนี้ผมจึงเข้าใจว่าการปฏิบัติที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันไปเป็นของสำคัญมาก ต้องทำสม่ำเสมอท่านเรียกว่าอิริยาบถสม่ำเสมอ คือสม่ำเสมอในการปฏิบัติทำให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ใช่ให้มันวิบัติกัน ปฏิบัติมันเป็นอย่างหนึ่งวิบัติมันเป็นอย่างหนึ่ง โดยมากพวกเราทั้งหลายมาทำแต่เรื่องมันเป็นวิบัติกัน ขี้เกียจไม่ทำขยันจึงทำนี่ผมก็ชอบเป็นอย่างนี้ ขี้เกียจไม่ทำขยันจึงทำ พวกท่านทั้งหลายคิดดูซิว่าถูกหรือเปล่า ขยันจึงทำขี้เกียจไม่ทำมันถูกธรรมะไหม มันตรงไหมมันเหมือนกับคำสอนไหม อันนี้ปฏิปทาของเรายังไม่สม่ำเสมอแล้ว ขี้เกียจหรือขยันต้องทำอยู่เรื่อย พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น โดยมากคนธรรมดาเรานั้นขยันจึงค่อยทำขี้เกียจไม่ทำ นี่มันเป็นเสียอย่างนี้มันปฏิบัติอยู่แค่นี้ก็เรียกว่ามันวิบัติเสียแล้ว มันไม่ใช่ปฏิบัติการปฏิบัติจริงๆ แล้วมันสุขก็ปฏิบัติมันทุกข์ก็ปฏิบัติมันง่ายก็ปฏิบัติมันยากก็ปฏิบัติมันร้อนก็ปฏิบัติมันเย็นก็ปฏิบัติ นี่เรียกว่าตรงไปตรงมาอย่างนี้ ปฏิปทาที่เราต้องยืนหรือเดินหรือนั่งหรือนอน การมีความรู้สึกนึกคิดที่เราจะต้องปฏิบัติในหน้าที่การงานของเรานั้นต้องสม่ำเสมอ ทำสติให้สม่ำเสมอในอิริยาบถการยืนการเดินการนั่งการนอน

มีสติกำหนดอยู่ในทุกอิริยาบถ

นี่เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เหมือนอิริยาบถยืนให้เท่ากับเดิน เดินก็เท่ากับยืน ยืนก็เท่ากับนั่ง นั่งก็เท่ากับนอนนะ อันนี้ผมทำแล้วทำไม่ได้ถ้าว่านักปฏิบัตินี้ต้องทำการยืนการเดินการนั่งการนอนให้ได้เสมอกัน จะทำได้สักกี่วันล่ะ จะยืนให้เสมอกับนั่งยืน ๕ นาทีนั่ง ๕ นาทีนอน ๕ นาทีอะไรทั้งหลายนี้ ผมทำไม่นานก็มานั่งคิดพิจารณาใหม่ อะไรกันหนออย่างนี้ คนในโลกนี้ทำไม่ได้หรอก ผมพยายามทำไปค้นคิดไป "อ้อมันไม่ถูกนี่มันไม่ถูก" ดูแล้วมันไม่ถูกทำไม่ได้ นอนกับนั่งกับเดินกับยืนทำให้มันเท่ากัน จะเรียกว่าอิริยาบถสม่ำเสมอกันแบบท่านบอกไว้ว่าทำอิริยาบถให้สม่ำเสมออย่างนั้นไม่ได้

แต่ว่าเราทำอย่างนี้ได้ จิต...พูดถึงส่วนจิตของเราให้มีสติความระลึกอยู่ สัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ ปัญญาความรอบรู้อยู่ อันนี้ทำได้อันนี้น่าจะเอาไปปฏิบัติ คือเรียกว่าถ้าเราปฏิบัติ เราจะยืนอยู่ก็มีสติ เราจะนั่งอยู่ก็มีสติ เราจะเดินอยู่ก็มีสติ เราจะนอนก็มีสติอยู่สม่ำเสมอ อย่างนี้อันนี้ไปได้จะเอาตัวรู้ไปเดินไปยืนไปนั่งไปนอนให้เสมอกันทุกอิริยาบถไปได้ ดังนั้นเมื่อเราฝึกจิตของเรา จิตจะมีความรู้สม่ำเสมอในการปฏิบัติกับทุกอิริยาบถว่าพุทโธพุทโธพุทโธ คือความรู้รู้จักอะไร รู้จักภาวะที่ถูกต้อง รู้จักลักษณะที่ถูกต้องอยู่เสมอนั้น จะยืนก็มีจิตอยู่อย่างนั้น จะเดินก็มีจิตเป็นอยู่อย่างนั้น เอออันนี้ได้ใกล้เข้าไปเหลือเกินเฉียดๆ เข้าไปมากเหลือเกิน เรียกว่าจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนอยู่นี้มันมีสติอยู่เสมอทีเดียว

ธรรมที่ควรละธรรมที่ควรปฏิบัติ

อันนี้รู้จักธรรมที่ควรละรู้ธรรมที่ควรปฏิบัติ สุขก็รู้ทุกข์ก็รู้ เมื่อมันรู้สุขรู้ทุกข์ จิตใจเราจะวางตรงที่ว่ามันไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะว่าสุขนั้นมันก็เป็นทางหย่อนกามสุขัลลิกานุโยโค ทุกข์มันก็เป็นทางตึงคืออัตตกิลมถานุโยโค ถ้าเรารู้สุขรู้ทุกข์อยู่ เรารู้จักสิ่งทั้งสองนี้ถึงแม้ว่าจิตใจเรามันจะเอนไปเอนมาเราก็ชักมันไว้ เรารู้อยู่ว่ามันจะเอนไปทางสุขก็ชักมันไว้ มันจะเอนไปทางทุกข์ก็ชักมันไว้ไม่ให้เอนไป รู้อยู่อย่างนี้น้อมเข้ามา เส้นทางเดียวเอโกธัมโมนี้น้อมเข้ามาในทางที่รู้ ไม่ใช่ว่าเราปล่อยไปตามเรื่องของมัน

แต่ว่าเราปฏิบัติกันนี้มันก็อยากจะเป็นอย่างนั้นนะ มันปล่อยตามใจ ถ้าเราปล่อยตามใจมันสบายนะ แต่ว่ามันสบายก็เพื่อไม่สบาย อย่างมันขี้เกียจทำงานนี่มันก็สบาย แต่ว่าเมื่อถึงเวลาจะกินไม่มีอะไรจะกินมันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นผมก็ไปเถียงคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งมีอยู่หลายบทหลายเหล่าเหมือนกัน สู้ท่านไม่ได้ ทุกวันนี้ผมก็ยอมรับท่านแล้ว ยอมรับว่าธรรมะทั้งหลายของท่านถูกต้องทีเดียว ฉะนั้นจึงเอาคำสอนของท่านนี้มาอบรมตัวเองและศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย นี่พูดตามความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นมา

ปฏิปทา(การกระทำของเรา)เป็นสิ่งสำคัญ

การปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือปฏิปทา ปฏิปทาคืออะไร คือการกระทำของตัวเรานั้นแหละ การยืนการเดินการนั่งการนอนทุกประการปฏิปทาทางกายปฏิปทาทางจิตของเรานั่นนะ วันนี้มันมีจิตใจเศร้าหมองในการทำงานกี่ครั้งไหม มีใจสบายไหมมีอะไรเป็นอะไรไหม อันนี้เราต้องรู้มันรู้จักตัวเอง อย่างนี้รู้แล้วมันวางได้ไหม อันที่มันยังวางไม่ได้ก็พยายามปฏิบัติมัน เมื่อมันรู้ว่าวางไม่ได้ก็ถือไว้เพื่อเอาไปพิจารณาด้วยปัญญาเราอีกให้มีเหตุผล ค่อยๆ ทำไป อย่างนี้เรียกว่าการปฏิบัติ อย่างเช่นวันนี้มันขยันก็ทำ ขี้เกียจก็พยายามทำ ไม่ได้ทำมากก็ให้ได้สักครึ่งหนึ่งก็เอา อย่าไปปล่อย วันนี้ขี้เกียจไม่ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอกเสียหายเลย ไม่ใช่นักปฏิบัติแล้ว

ทีนี้ผมเคยได้ยิน

"แหมปีนี้ผมแย่เหลือเกิน""ทำไม"

"ผมป่วยทั้งปีไม่ได้ปฏิบัติเลย" โอ้โฮมันจวนจะตายแล้วก็ยังไม่ปฏิบัติอีก จะไปปฏิบัติเมื่อไหร่ล่ะ ถ้าหากว่ามันสุขจะปฏิบัติไหม มันสุขก็ไม่ปฏิบัติอีก มันติดสุขเท่านั้นแหละ แต่ทุกข์มันไม่ปฏิบัติก็ติดทุกข์อยู่นั่นแหละ ไม่รู้จะไปปฏิบัติกันเมื่อไหร่ได้ แต่รู้ว่ามันป่วยมันเจ็บมันไข้จวนจะตายนั่นแหละให้มันหนักๆ เถอะ ที่เราจะต้องปฏิบัติเอาเมื่อเราสบายเกิดขึ้นมามันก็ต้องชูใจของเรา ยกหูชูหางขึ้นไปสูงๆ อีกมันก็ต้องมาปฏิบัติมันอีก สองอย่างนี้หมายความว่าจะเป็นสุขก็ต้องปฏิบัติ จะเป็นทุกข์ก็ต้องปฏิบัติ จะอยู่สบายๆ อย่างนี้ก็ต้องปฏิบัติ จะเป็นไข้อยู่ก็ต้องปฏิบัติมันถึงจะถูกแบบ ถ้าเราคิดอย่างนี้..."ปีนี้ผมไม่ปฏิบัติ" "ทำไมไม่ปฏิบัติ" "ผมเป็นไข้ไม่สบายครับ"...เออเมื่อมันสบายมันก็ร้องเพลงไปเท่านั้นแหละ อย่างนี้มันเป็นความคิดผิดนะไม่ใช่ว่ามันไม่ผิด ดังนั้นพระโยคาวจรเจ้าท่านจึงมีปฏิปทาสม่ำเสมอในเรื่องจิตเป็นก็ให้เป็นแต่เรื่องกาย

ประสบการณ์ของหลวงพ่อในการปฏิบัติ

มีระยะหนึ่งที่อาตมาพยายามปฏิบัติ ตอนนั้นปฏิบัติได้ประมาณห้าพรรษาแล้วก็อยู่กับเพื่อนมากๆ แหมมันรำคาญเพื่อนคนนี้ก็พูดอย่างนั้น คนนั้นก็พูดอย่างนี้ เรานั่งอยู่กุฏิจะปฏิบัติกรรมฐานก็มีเพื่อนขึ้นไปคุยด้วยวุ่นวาย หนีหนีไปคนเดียวว่าเพื่อนกวนเราไม่ได้ปฏิบัติเบื่อ...ไปอยู่ในป่ารกวัดป่าวัดเล็กๆ ร้างๆ ไปแล้วละมีหมู่บ้านน้อยๆ ไปนั่งคนเดียวไม่ได้พูด เพราะอยู่คนเดียวนี่อยู่ได้สักประมาณ ๑๕ วันก็เกิดความคิดมาอีกแล้ว "แหมอยากได้เณรเล็กๆ สักรูปหนึ่งก็ดีนะ อยากได้ปะขาวมาสักคนก็ดีนะ เพื่อจะได้มาใช้อะไรเล็กๆ น้อยๆ" นี่เราก็รู้อยู่ว่ามันจะออกมาท่าไหน ออกมาทั้งนั้นละ "เอ! แกนี่ตัวสำคัญนะเบื่อเพื่อนเบื่อภิกษุสามเณรมาแล้วยังอยากเอาเพื่อนมาอีกทำไมเล่า" "เปล่า" มันว่า "เอาเพื่อนที่ดี" แน่ะ! "คนดีมีที่ไหนล่ะ" เห็นไหมหาคนดีเห็นไหมคนทั้งวัดมีแต่คนไม่ดีทั้งนั้นแหละ ดีเราคนเดียวละมั้ง เราจึงหนีเขามานี่ต้องตามมันอย่างนี้ สะกดรอยมันไป มันรู้สึกขึ้นมาเอออันนี้มันก็สำคัญเหมือนกันนะ แล้วคนดีอยู่ที่ไหนละ ไม่มีคนดีทั้งนั้นแหละคนดีอยู่ที่ตัวเรา ทุกวันนี้อาตมาก็ยังมาสั่งสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า คนดีไม่มีที่อื่นอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราดีเราไปไหนมันก็ดี เขาจะนินทา เขาจะสรรเสริญเราก็ยังดีอยู่ เขาจะว่าอะไรทำอะไรเราก็ยังดีอยู่ ถ้าเรายังไม่ดีเขานินทาเราเราก็จะโกรธ ถ้าเขาสรรเสริญเราเราก็จะชอบอย่างเก่าเท่านั้นแหละ

วันนั้นอาตมาภาวนาได้อย่างนั้นมีความรู้สึกอย่างนั้น ก็รู้สึกตั้งแต่วันนั้นมา รู้ได้ตามเป็นจริงมีความจริงอยู่เท่าทุกวันนี้ อันความดีมันอยู่กับตัวเอง พอได้เห็นปุ๊บความรู้สึกมันลดลง มันจำตั้งแต่วันนั้นเลย ต่อมามีขึ้นมามันก็ปล่อยไป มีขึ้นมามันก็รู้ มีขึ้นมามันก็รู้เรื่อยไป อันนี้เป็นรากฐานเรา จะไปอยู่ที่ไหนคนเขาจะรังเกียจหรือคนเขาจะว่าอะไรก็ถือว่าไม่ใช่เขาดีหรือเขาชั่ว ถ้ามันดีมันชั่วคือตัวเรานี้ คนอื่นมันเรื่องของคนอื่น เขามันเป็นอยู่อย่างนั้น อย่าไปเข้าใจว่า แหมวันนี้มันร้อน วันนี้มันเย็น วันนี้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ วันมันจะเป็นอย่างไรมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น ความจริงตัวเรามันเสือกไสไปให้โทษเขาเท่านั้น ท่านว่าเห็นธรรมะเกิดกับตัวเองนี่แหละมันแน่นอนและได้ความสงบระงับด้วย

ขอให้พึงตามดูจิตอย่างสม่ำเสมอ

ฉะนั้นพวกเราท่านทั้งหลายที่ได้มาอบรมในวันนี้ แม้ไม่กี่วันอาตมานึกว่าคงจะมีอะไรขึ้นมาหลายอย่าง มีขึ้นมาก็ยังไม่รู้มันมีเยอะแยะนะ ไม่ใช่ว่าเรารู้มันนะ ที่ไม่รู้มันก็เยอะแยะ คิดถูกก็มี คิดผิดก็มี อะไรหลายๆ อย่างที่มันเป็นมา ฉะนั้นการปฏิบัติจึงว่ามันยาก ถึงแม้พวกท่านทั้งหลายจะนั่งมันสงบไปบ้างก็อย่าคิดสรรเสริญมัน มันจะมีความวุ่นวายไปบ้างก็อย่าไปให้โทษมัน ถ้ามันดีก็อย่าพึงไปชอบมัน ถ้ามันไม่ดีก็อย่าพึงไปรังเกียจมัน พากันดูไปเถอะ ให้ท่านดูของท่านไปดูไป อย่าพึงไปว่ามัน ถ้ามันดีก็อย่าพึงไปจับมัน ชั่วก็อย่าพึงไปจับมัน เดี๋ยวมันจะกัดนะ ดีมันก็กัด ชั่วมันก็กัด อย่าพึงไปจับมัน ฉะนั้นการปฏิบัตินี้จึงว่านั่งนั่นแหละปฏิบัติ นั่งดูไปมันมีอารมณ์ดี อารมณ์ชั่วสลับซับซ้อนกันไปเป็นธรรมดาของมัน อย่าไปสรรเสริญจิตของเราอย่างเดียว อย่าไปให้โทษมันอย่างเดียว ให้รู้จักกาลรู้จักเวลามัน เมื่อถึงคราวสรรเสริญก็สรรเสริญมันหน่อย สรรเสริญให้พอดีอย่าให้หลงเหมือนกับสอนเด็กนั่นแหละ บางทีก็เฆี่ยนมันบ้างเอาไม้เรียวเล็กๆ เฆี่ยนมัน ไม่เฆี่ยนไม่ได้วันนี้ บางทีก็ให้โทษมันบ้างอย่าให้โทษมันเรื่อยไป ให้โทษมันเรื่อยไปมันก็ออกจากทางเท่านั้นแหละ ถ้าให้สุขมันให้คุณมันเรื่อยๆ มันไปไม่ได้ การประพฤติปฏิบัติไม่ใช่อย่างนั้น เราปฏิบัติไปตามสายกลาง สายกลางคืออะไรสายกลางนี้มันยากจะเอาจิตของเราเป็นประมาณ จะเอาตัณหาของเราเป็นประมาณไม่ได้

ขอให้เห็นว่าทุกอิริยาบถเป็นการปฏิบัติ

ฉะนั้นการปฏิบัติของท่านทั้งหลายนี้ อย่าพึงถือว่าการนั่งหลับตาอย่างเดียวเป็นการปฏิบัติ เมื่อออกจากนั่งแล้วก็ออกจากการปฏิบัติ อย่าเข้าใจอย่างนั้น ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็รีบกลับมันเสีย ที่เรียกว่าการปฏิบัติสม่ำเสมอคือเราจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน ให้มีความรู้สึกอยู่อย่างนั้น เมื่อเราจะออกจากสมาธิก็อย่าเข้าใจว่าออกจากสมาธิ เพียงแต่เปลี่ยนอิริยาบถเท่านั้น ถ้าท่านทั้งหลายคิดอย่างนี้ก็จะสุขใจ เมื่อท่านไปทำงานอยู่ที่ไหนไปทำอะไรอยู่ก็ดีท่านจะมีการภาวนาอยู่เสมอ มีเรื่องติดใจมีความรู้สึกอยู่เสมอ ถ้าหากท่านองค์ใดตอนเย็นๆ ก็มานั่งเมื่อออกจากสมาธิแล้วก็เรียกว่าได้ออกแล้ว ไม่มีเยื่อใยออกไปเลย ส่งอารมณ์ไปเลยตลอดทั้งวัน ก็ปล่อยอารมณ์ตามอารมณ์ไปไม่มีสติ เย็นต่อไปนึกอยากจะนั่งพอไปนั่งปุ๊บก็มีแต่เรื่องใหม่ทั้งนั้นเข้ามาสุมมัน ปัจจัยเรื่องเก่าที่มันสงบก็ไม่มีเพราะทิ้งมันไว้ตั้งแต่เช้า มันก็เย็นนะซิทำอย่างนี้เรื่อยๆ มันก็ยิ่งห่างไปทุกปีๆ

อาตมาเห็นลูกศิษย์บางองค์ก็ถามว่า "เป็นยังไงภาวนา" เขาตอบ "เดี๋ยวนี้หมดแล้วครับ" นี่เอาสักเดือนสองเดือนยังอยู่พอสักปีสองปีมันหมดแล้ว ทำไมมันหมดก็มันไม่ยึดหลักอันนี้ไว้ เมื่อนั่งแล้วก็ออกจากสมาธิทำไปๆ นั่งน้อยไปทุกทีๆ นั่งเดี๋ยวเดียวก็อยากออก นั่งประเดี๋ยวก็อยากออก นานๆ เข้าก็ไม่อยากจะนั่งเลย เหมือนกับการกราบพระ เมื่อเวลาจะนอนก็อุตส่าห์กราบ กราบไปเรื่อยๆ บ่อยๆ นานๆ ใจมันห่างแล้ว ต่อไปไม่ต้องกราบดูเอาก็ได้นานๆ ก็เลยไม่กราบดูเอาเท่านั้นแหละ มันจะส่งเราออกนอกคอกไม่รู้เรื่องอะไร นี่ให้เราทั้งหลายรู้ว่ามีสติมีไว้ทำไมให้เป็นผู้ศึกษาสม่ำเสมออย่างนั้น

การปฏิบัตินี้จึงเป็นการปฏิบัติสม่ำเสมอ จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนมันเป็นของมันเสียจริงๆ คือการทำเพียรการภาวนามันเป็นที่จิตไม่ใช่เป็นที่กายของเรา จิตของเรามันเลื่อมใสอยู่ จิตของเรามันตรงอยู่ มันมีกำลังอยู่ มันรู้อยู่ที่จิตนั้น จิตนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญมาก การยืนการเดินการนั่งการนอนอิริยาบถทั้งหลายนั้นมารวมที่จิต จิตเป็นตัวรับภาระทำการงานมากเหลือเกินเกือบทุกสิ่งทุกส่วน

เมื่อมีสติจิตใจจักสงบได้ง่าย

ฉะนั้นเมื่อเราเข้าใจถูกมันก็ทำถูก เมื่อทำถูกแล้วมันก็ไม่ผิด ถึงทำแต่น้อยมันถูกน้อย เช่นว่าเมื่อเราออกจากสมาธิแล้วก็รู้สึกว่าวันนี้เรายังไม่ออก เราเปลี่ยนอิริยาบถมันตั้งอยู่อย่างเก่านั่นแหละ จะยืนจะเดินจะเหินไปมามันก็มีสติอยู่สม่ำเสมอ ถ้าเรามีความรู้อย่างนั้นกิจธุระภายในใจของเราก็ยังมีอยู่ ถ้าเรานั่งตอนเย็นวันใหม่มานั่งลงไปมันก็เชื่อมกันได้ติดต่อกันไปได้ มันก็มีกำลังมิได้ขาดมันเป็นอย่างนั้น มันก็ต้องสงบติดต่อกันอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่าปฏิปทาสม่ำเสมอ ในจิตนั้นถ้าจิตใจของเรามีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอแล้ว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นไปเอง มันค่อยๆ เป็นไปเอง จิตใจมันจะสงบก็เพราะจิตใจมันรู้จักผิดถูก มันรู้จักเหตุการณ์ของมันมันถึงจะสงบได้

เช่นว่าศีลก็ดีสมาธิก็ดี จะดำเนินอยู่ได้มันก็ต้องมีปัญญา บางคนเข้าใจว่าปีนี้ผมจะตั้งใจรักษาศีล ปีหน้าจะทำสมาธิ ปีต่อไปจะทำปัญญาให้เกิดอย่างนี้เป็นต้น เพราะเข้าใจว่ามันคนละอย่างกัน ปีนี้จะทำศีล ใจไม่มั่นจะทำได้อย่างไร ปัญญาไม่เกิดจะทำได้อย่างไร มันก็เหลวทั้งนั้นแหละ ความเป็นจริงนั้นมันก็อยู่ในจุดเดียวกัน ศีลก็ดีสมาธิก็ดีปัญญาก็ดี เมื่อเรามีศีลขึ้นมาสมาธิก็เกิดขึ้นเท่านั้น สมาธิเราเกิดขึ้นมาปัญญามันก็เกิดเท่านั้น มันเป็นวงกลมครอบกันอยู่อย่างนี้ มันเป็นอันเดียวกันเหมือนมะม่วงใบเดียวกัน เมื่อมันเล็กมันก็เป็นมะม่วงใบนั้น เมื่อมันโตมามันก็เป็นมะม่วงใบนั้น เมื่อมันสุกมามันก็เป็นมะม่วงใบนั้น ถ้าเราคิดกันง่ายๆ อย่างนี้มันก็เป็นธรรมะที่เราต้องปฏิบัติไม่ต้องเรียนอะไรมากมาย ให้เรารู้มันเถิด รู้ตัวจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ รู้ข้อปฏิบัติของตัวเอง

การทำสมาธิจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเรา

ฉะนั้นการทำสมาธินี้บางคนไม่ได้ตามปรารถนาแล้วก็เลิกก็หยุด หาว่าตนไม่มีบุญวาสนา แต่ว่าไปทำชั่วได้บารมีชั่วทำได้บารมีดีๆ ทำไม่ค่อยได้ เลิกเลยปัจจัยมันน้อยมันเป็นกันเสียอย่างนี้แหละพวกเรา ไปเข้าข้างแต่อย่างนั้นล่ะ ดังนั้นเมื่อท่านมีโอกาสมาประพฤติปฏิบัติแล้ว ถึงแม้ว่าสมาธิมันทำยากหรือมันทำง่ายหรือมันไม่ค่อยเป็นสมาธิ มันก็เป็นเพราะเรา ไม่ใช่เป็นเพราะสมาธิ มันเป็นเพราะเราทำไม่ถูกมัน ฉะนั้นการทำเพียรนี้ท่านจึงได้ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้มันเสียก่อนว่าเป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ เมื่อความเห็นชอบอะไรมันก็ชอบไปหมด สัมมาทิฏฐิสัมมาสังกับโปสัมมากัมมันโตสัมมาทุกอย่างทั้ง ๘ ประการนั้น มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นอันเดียวเท่านั้นมันก็เชื่อมกันไปเลย สม่ำเสมอกันไปเรื่อยๆ มันเป็นอย่างนั้น

อ่านใจตนเองสำคัญกว่าอ่านหนังสือ

อย่างไรก็ตามเถอะอย่าไปไล่มันออกไปข้างนอกเลย ให้มันดูข้างในอย่างนี้ดีกว่า มันเห็นชัดอย่าพึงไปอ่านข้างนอก ทางที่ดีที่สุดนั้นตามความเข้าใจผมนะ ไม่อยากจะให้อ่านหนังสือเลย เอาหนังสือใส่หีบปิดให้มันดีเสีย อ่านใจของตนเท่านั้น ที่เราดูหนังสือมานี้ก็ตั้งแต่วันขึ้นโรงเรียนมาเรียนกันทั้งนั้น ดูแต่หนังสือกันจะเป็นจะตาย ผมว่ามันมีโอกาสมีเวลามากเหลือเกิน เวลาเช่นนี้เอาหนังสือใส่หีบปิดให้มันดีเสียเลย อ่านใจเท่านั้นแหละเมื่อมันเกิดอะไรขึ้นมาในใจของเรา นี่มันเกิดเป็นอารมณ์ขึ้นมาที่เราชอบใจไม่ชอบใจก็ตาม เราเห็นว่ามันผิดมันถูกก็ตามเถอะ ให้เราตัดมันไปเลยว่าอันนี้มันไม่แน่ จะเกิดอะไรขึ้นมาก็ช่างมันเถอะ สับมันลงไปไม่แน่ๆ อย่างเดียว ขวานเล่มเดียวสับมันลงไป"ไม่แน่"ทั้งนั้นแหละ

มองให้เห็นว่า"มันเป็นอย่างนั้นเอง"

ตลอดในเดือนหนึ่งที่มาพักอยู่ในวัดป่านี้ อาตมาว่ามันมีกำไรมากเหลือเกิน จะได้เห็นของจริงตัวไม่แน่คือตัวสำคัญนะ ตัวให้เกิดปัญญานะยิ่งตามมันไม่แน่ตัวไม่แน่ที่สับมันไป มันจะเวียนไปเวียนไปแล้วมาพบอีก เออไม่แน่จริงๆ มันโผล่มาเมื่อไรเอาป้ายปิดหน้ามันไว้ว่ามันไม่แน่ ติดป้ายมันไว้ปุ๊บมันไม่แน่ดูไปๆ เดี๋ยวมันก็เวียนมาอีกเวียนมาครบรอบเออ...อันนี้ไม่แน่ขุดเอาตรงนั้นมันก็ไม่แน่ เห็นคนๆ เดียวกันที่มาหลอกเราอยู่กระทั่งเดือนกระทั่งปีกระทั่งเกิดกระทั่งตาย คนๆ เดียวมาหลอกเราอยู่เท่านั้น เราจะเห็นชัดอย่างนี้มันจะเห็นว่าอ้อมันเป็นอย่างนั้นเอง

เมื่อเราไม่หลงอารมณ์เราก็ไม่หลงโลก

ทีนี้เมื่อมันเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ทั้งหลาย เพราะว่ามันไม่แน่เคยเห็นไหมดูซินาฬิกาเรือนนี้แหมสวยเหลือเกิน ซื้อมาเถอะไม่กี่วันก็เบื่อมันแล้ว ไม่กี่เดือนก็เบื่อมันแล้ว เสื้อตัวนี้ซื้อมาชอบมันเหลือเกินก็เอามาใส่ ไม่กี่วันทิ้งมันเสียแล้ว มันเป็นอยู่อย่างนี้ มันแน่ที่ตรงไหนล่ะนี่ถ้าเห็นมันไม่แน่ทุกสิ่งทุกอย่าง ราคามันก็น้อยลง อารมณ์ทั้งหลายนั้นเป็นอารมณ์ที่ไม่มีราคาแล้ว ของที่ไม่มีราคาแล้วเราจะเอาไปทำไม เก็บมันไว้ก็เหมือนผ้าเราขาดก็เอามาเช็ดหม้อข้าว เอามาเช็ดเท้าเท่านั้น เห็นอารมณ์ทั้งหลายมันก็สม่ำเสมอกันอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้นมันเป็นสามัญลักษณะ มีอะไรก็เสมอกันอย่างนั้น เมื่อเราเห็นอารมณ์ทุกอย่างเป็นเช่นนั้น เราก็เห็นโลก โลกนั้นคืออารมณ์ อารมณ์นั้นก็คือโลก เราไม่หลงอารมณ์ก็ไม่หลงโลก ไม่หลงโลกเราก็ไม่หลงอารมณ์ เมื่อจิตเป็นเช่นนี้ จิตก็มีที่อาศัย จิตก็มีรากฐาน จิตก็มีปัญญาหนาแน่น จิตอันนี้จะมีปัญญาน้อยแก้ปัญหาได้ทุกประการ เมื่อปัญหามันหมดไปความสงสัยมันก็หมดไป อย่างนี้ความสงบมันก็ขึ้นมาแทน อันนี้เรียกว่าการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติกันจริงๆ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น



ที่มา : http://archive.org/details/VenAjahnChah | บทสำหรับอ่าน | เสียงธรรมเทศนาต้นฉบับภาษาอิสาน